พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นพระยาช้างเผือกประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นช้างสำคัญในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ กมุท สีกายดังดอกกมุท หรือบัวสายแดง ได้รับพระราชทานนามเต็มว่า
|
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จราชดำเนินทรงรับช้างพลายแก้วเป็นช้างสำคัญ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 ทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์พระราชทาน และพระราชทานกล้วย อ้อย และหญ้า |
 |
พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนามนาคบารมี
ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกทลาสนวิศุทธวงศ์
สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาต สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์
รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้า ฯ |
 |
|
ข้อมูลจากหนังสือ 'พระเศวต' เขียนโดย อ.อำนวย สุวรรณชาตรี อาจารย์ประจำโรงเรียนลำทับประชานุเคราะห์ จังหวัดกระบี่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จัดพิมพ์เมื่อปี 2547 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดพระยาช้างต้นช้างแรกในรัชกาลปัจจุบันว่า ปี พ.ศ.2499 คณะของนายเจิม พรหมแสง ซึ่งมีอาชีพจับช้างขายทราบข่าวว่ามีโขลงช้างกำลังเดินทางมาตามเส้นทางรอยต่อระหว่างป่าของเขตจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช และกระบี่ ซึ่งเป็นเขตพรุดินนา มุ่งหน้ามาทางแนวเขานอจู้จี้ และแนวเขานางนอน
นายเจิมได้ให้นายแปลก ฟุ้งเฟื่อง เป็นผู้ขอสัมปทานในการจับช้างจากทางราชการ เมื่อได้รับอนุญาต คณะประมาณ 20 คน ได้แบ่งหน้าที่กัน โดยมีนายตรึก พรหมแสง เป็นเจ้าของคอกช้าง ร่วมกับนายเขิม คงหวัง และมียาตรา(กองไล่)ประมาณ 5 คน นายพลอย บุญเดช และนายที่ (ไม่ปรากฏนามสกุล) เป็นผู้นั่งห้าง(ลาด)ตอนท้ายช้าง มีหมอเฒ่าอิ่ม เจริญรูป เป็นหมอช้าง
หมอเฒ่าอิ่มประกอบพิธีกรรมในบริเวณคอกช้างของนายตรึก มีการบนบานต่อเทพยดาเจ้าป่าเจ้าเขา หากคณะที่ไปคล้องช้างได้ช้างมาเข้าคอกจะรำมโนราห์ถวาย
ในที่สุดโขลงช้างถูกต้อนเข้าคอกที่ไร่แขก บ้านหนองจูด หมู่ที่ 1 ตำบลดินอุดม จำนวน 6 เชือก หมอช้างเข้าไปคล้องช้างที่ในคอกหรือจับช้างในซอง ควาญช้างช่วยกันดึงเชือกเพื่อที่จะผูกเท้าช้างให้อยู่ กระทั่งจับได้ทุกเชือก ได้แก่ พังสาคร พลายทอง พังเพียร พังวิไล พังน้อย และพลายแก้ว
ชื่อเหล่านี้หมอช้างและเจ้าของช้างเป็นผู้ตั้งเอง
ในจำนวน 6 เชือกนี้ พลายแก้วเป็นช้างที่จับยากมาก อายุประมาณ 5-6 ปี สูงประมาณ 150 เซนติเมตร หมอทรงเจ้าผู้ทำพิธีขอขมาเจ้าที่เจ้าทางบอกว่าช้างตัวสุดท้ายที่จับจากหมู่บ้านหนองจูดนั้นเป็น 'ช้างสำคัญ'
ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พ.ศ.2464 ภาค 3 มาตรา 12 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กำหนดให้ผู้ที่ครอบครองช้างสำคัญ หรือช้างสีประหลาด หรือช้างเนียม โดยเหตุที่ตนจับได้ หรือโดยแม่ช้างของตนตกลูกออกมา หรือโดยเหตุอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ต้องนำขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จให้ตามสมควร
พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตราที่ 21 ว่าผู้ใดที่มีช้างสำคัญ ช้างสีประหลาด หรือช้างเนียม แล้วปล่อยเสียหรือปิดบังซ่อนเร้นไว้ ไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500 บาท และโทษนี้จะไม่ลบล้างการที่ช้างนั้นจักพึงต้องริบเป็นของหลวง
ที่สำคัญจะยังคงเรียกช้างลักษณะดังกล่าวว่าช้างสำคัญ ไปจนกว่าจะได้มีการตรวจสอบคชลักษณ์ต้องตามตำรา ทางราชการจึงจะกำหนดให้มีการขึ้นระวางสมโภช ขนานนามเป็นพระยาช้างต้น หรือพระยาช้างเผือก
ประมาณ 4 เดือน หลังจากที่คณะจับช้างได้นำช้างทั้งหมดมาเลี้ยงไว้ ช่วงดังกล่าวได้มีคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาฉายในระหว่างที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาค ให้ประชาชนชาวใต้ได้ชื่นชมพระบารมี ปรากฏว่าข่าวร่ำลือเกี่ยวกับพลายแก้วล่วงรู้ถึงคณะผู้ตามเสด็จฯ จนได้ติดตามจนพบควาญช้างคือ นายเสริม คงหวัง มีการตรวจคชลักษณ์พบว่าเป็นช้างสำคัญจริง มีลักษณะสมบูรณ์ ศุภมงคลครบถ้วนต้องตามตำรา
ทางจังหวัดกระบี่จึงได้จัดส่งพลายแก้วเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่กรุงเทพฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 โดยนำมาเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ดุสิต
พลโทบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยได้นำช้างพลายแก้วขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 เพื่อประกอบพิธีขึ้นระวางเป็นช้างต้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กำหนดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกประจำรัชกาล ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 เป็นปีที่ 13 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เติบโตขึ้นโดยการดูแลขององค์การสวนสัตว์ ที่สวนสัตว์ดุสิต และมีอาการดุร้ายมากขึ้นจนควาญช้างควบคุมไม่ได้ จึงต้องจับยืนมัดขาทั้งสี่ไว้กับเสา เป็นที่เกรงกลัวของบุคคลทั่วไป จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมีพระราชเสาวณีย์ โปรดเกล้าฯ ให้นำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เข้าไปยืนโรงในโรงช้างต้น ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานซึ่งอยู่ตรงกันข้ามถนน เมื่อ พ.ศ. 2519 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้บันทึกไว้ว่า
ในขณะที่นำคุณพระจากสวนสัตว์ดุสิตไปยังสวนจิตรลดา ซึ่งเพียงแต่มีถนนคั่นอยู่สายเดียวนั้น คุณพระก็อาละวาดอย่างหนัก ไม่ยอมออกเดิน เอางวงยึดต้นไม้จนต้นไม้ล้ม จนแทบจะหมดปัญญาเจ้าหน้าที่
กว่าจะนำคุณพระจากเขาดินไปถึงประตูสวนจิตรลดา ซึ่งมองเห็นกันแค่นั้น ก็กินเวลาหลายชั่วโมง ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากถือปลายเชือกที่ผูกไว้กับขาคุณพระทั้งสี่ขา คอยลากคอยดึง และดูเหมือนจะต้องใช้รถแทรกเตอร์เข้าช่วยขนาบข้าง เสี่ยงอันตรายกันมากอยู่ แต่ในที่สุดก็นำคุณพระไปยังประตูพระราชวังได้
พอได้ก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณพระราชวัง คุณพระก็เปลี่ยนไปทันที จากความดุร้ายก็กลายเป็นความสงบเสงี่ยม เดินอย่างเรียบร้อยไปสู่โรงช้างต้น และเข้าอยู่อย่างสงบเรื่อยมา
ปัจจุบัน พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ย้ายไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเคลื่อนย้ายคุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เมื่อวันที่ 17-18 มีนาคม พ.ศ. 2547 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีสมโภชโรงช้างต้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2547
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 ทรงมีกระแสพระราชดำรัสให้จัดสร้าง คชาภรณ์ หรือเครื่องทรงช้างต้นชุดใหม่ พระราชทานแก่พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เนื่องจากคชาภรณ์ชุดเดิมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ เมื่อ พ.ศ. 2502 มีสภาพเก่า และมีขนาดเล็กเกินไป โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม รับสนองพระบรมราชโองการจัดสร้างเครื่องคชาภรณ์ชุดใหม่ ด้วยงบประมาณ 4 ล้านบาท ใช้ทองคำ 96.5 % หนักกว่า 5,953 กรัม ประกอบด้วย
- ผ้าปกพระพอง ทำด้วยผ้าเยียรบับ
- ตาข่ายแก้วกุดั่น ทำด้วยทองคำ ร้อยลูกปัดเพชรรัสเซีย จำนวน 810 เม็ด
- พู่หู จำนวน 1 คู่ ทำจากขนจามรีนำเข้าจากทิเบต
- พระนาศ หรือผ้าคลุมหลัง ทำจากผ้าเยียรบับ
- กันชีพ ทำด้วยผ้าสักหลาดปักดิ้น
- เสมาคชาภรณ์ หรือ จี้ทองทำรูปใบเสมา เขียนลายนูนรูปพระมหามงกุฎครอบอุณาโลม
- สร้อยเสมาคชาภรณ์ หรือสร้อยคอทองคำ
- พานหน้า พานหลัง ทำด้วยผ้าถักหุ้มผ้าตาด
- สำอาง ทำจากโลหะผิวทอง
|