::  ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Krabiland2008.com ครับท่าน   :: 
 
 
 
@ พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ @
 

     พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นพระยาช้างเผือกประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นช้างสำคัญในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ กมุท สีกายดังดอกกมุท หรือบัวสายแดง ได้รับพระราชทานนามเต็มว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จราชดำเนินทรงรับช้างพลายแก้วเป็นช้างสำคัญ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 ทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์พระราชทาน และพระราชทานกล้วย อ้อย และหญ้า
พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนามนาคบารมี
ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกทลาสนวิศุทธวงศ์
สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาต สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์
รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้า ฯ

    ข้อมูลจากหนังสือ 'พระเศวต' เขียนโดย อ.อำนวย สุวรรณชาตรี อาจารย์ประจำโรงเรียนลำทับประชานุเคราะห์ จังหวัดกระบี่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จัดพิมพ์เมื่อปี 2547 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดพระยาช้างต้นช้างแรกในรัชกาลปัจจุบันว่า ปี พ.ศ.2499 คณะของนายเจิม พรหมแสง ซึ่งมีอาชีพจับช้างขายทราบข่าวว่ามีโขลงช้างกำลังเดินทางมาตามเส้นทางรอยต่อระหว่างป่าของเขตจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช และกระบี่ ซึ่งเป็นเขตพรุดินนา มุ่งหน้ามาทางแนวเขานอจู้จี้ และแนวเขานางนอน นายเจิมได้ให้นายแปลก ฟุ้งเฟื่อง เป็นผู้ขอสัมปทานในการจับช้างจากทางราชการ เมื่อได้รับอนุญาต คณะประมาณ 20 คน ได้แบ่งหน้าที่กัน โดยมีนายตรึก พรหมแสง เป็นเจ้าของคอกช้าง ร่วมกับนายเขิม คงหวัง และมียาตรา(กองไล่)ประมาณ 5 คน นายพลอย บุญเดช และนายที่ (ไม่ปรากฏนามสกุล) เป็นผู้นั่งห้าง(ลาด)ตอนท้ายช้าง มีหมอเฒ่าอิ่ม เจริญรูป เป็นหมอช้าง หมอเฒ่าอิ่มประกอบพิธีกรรมในบริเวณคอกช้างของนายตรึก มีการบนบานต่อเทพยดาเจ้าป่าเจ้าเขา หากคณะที่ไปคล้องช้างได้ช้างมาเข้าคอกจะรำมโนราห์ถวาย ในที่สุดโขลงช้างถูกต้อนเข้าคอกที่ไร่แขก บ้านหนองจูด หมู่ที่ 1 ตำบลดินอุดม จำนวน 6 เชือก หมอช้างเข้าไปคล้องช้างที่ในคอกหรือจับช้างในซอง ควาญช้างช่วยกันดึงเชือกเพื่อที่จะผูกเท้าช้างให้อยู่ กระทั่งจับได้ทุกเชือก ได้แก่ พังสาคร พลายทอง พังเพียร พังวิไล พังน้อย และพลายแก้ว ชื่อเหล่านี้หมอช้างและเจ้าของช้างเป็นผู้ตั้งเอง ในจำนวน 6 เชือกนี้ พลายแก้วเป็นช้างที่จับยากมาก อายุประมาณ 5-6 ปี สูงประมาณ 150 เซนติเมตร หมอทรงเจ้าผู้ทำพิธีขอขมาเจ้าที่เจ้าทางบอกว่าช้างตัวสุดท้ายที่จับจากหมู่บ้านหนองจูดนั้นเป็น 'ช้างสำคัญ' ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พ.ศ.2464 ภาค 3 มาตรา 12 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กำหนดให้ผู้ที่ครอบครองช้างสำคัญ หรือช้างสีประหลาด หรือช้างเนียม โดยเหตุที่ตนจับได้ หรือโดยแม่ช้างของตนตกลูกออกมา หรือโดยเหตุอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ต้องนำขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จให้ตามสมควร
พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตราที่ 21 ว่าผู้ใดที่มีช้างสำคัญ ช้างสีประหลาด หรือช้างเนียม แล้วปล่อยเสียหรือปิดบังซ่อนเร้นไว้ ไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500 บาท และโทษนี้จะไม่ลบล้างการที่ช้างนั้นจักพึงต้องริบเป็นของหลวง ที่สำคัญจะยังคงเรียกช้างลักษณะดังกล่าวว่าช้างสำคัญ ไปจนกว่าจะได้มีการตรวจสอบคชลักษณ์ต้องตามตำรา ทางราชการจึงจะกำหนดให้มีการขึ้นระวางสมโภช ขนานนามเป็นพระยาช้างต้น หรือพระยาช้างเผือก ประมาณ 4 เดือน หลังจากที่คณะจับช้างได้นำช้างทั้งหมดมาเลี้ยงไว้ ช่วงดังกล่าวได้มีคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาฉายในระหว่างที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาค ให้ประชาชนชาวใต้ได้ชื่นชมพระบารมี ปรากฏว่าข่าวร่ำลือเกี่ยวกับพลายแก้วล่วงรู้ถึงคณะผู้ตามเสด็จฯ จนได้ติดตามจนพบควาญช้างคือ นายเสริม คงหวัง มีการตรวจคชลักษณ์พบว่าเป็นช้างสำคัญจริง มีลักษณะสมบูรณ์ ศุภมงคลครบถ้วนต้องตามตำรา ทางจังหวัดกระบี่จึงได้จัดส่งพลายแก้วเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่กรุงเทพฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 โดยนำมาเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ดุสิต

พลโทบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยได้นำช้างพลายแก้วขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 เพื่อประกอบพิธีขึ้นระวางเป็นช้างต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กำหนดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกประจำรัชกาล ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 เป็นปีที่ 13 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เติบโตขึ้นโดยการดูแลขององค์การสวนสัตว์ ที่สวนสัตว์ดุสิต และมีอาการดุร้ายมากขึ้นจนควาญช้างควบคุมไม่ได้ จึงต้องจับยืนมัดขาทั้งสี่ไว้กับเสา เป็นที่เกรงกลัวของบุคคลทั่วไป จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมีพระราชเสาวณีย์ โปรดเกล้าฯ ให้นำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เข้าไปยืนโรงในโรงช้างต้น ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานซึ่งอยู่ตรงกันข้ามถนน เมื่อ พ.ศ. 2519 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้บันทึกไว้ว่า

ในขณะที่นำคุณพระจากสวนสัตว์ดุสิตไปยังสวนจิตรลดา ซึ่งเพียงแต่มีถนนคั่นอยู่สายเดียวนั้น คุณพระก็อาละวาดอย่างหนัก ไม่ยอมออกเดิน เอางวงยึดต้นไม้จนต้นไม้ล้ม จนแทบจะหมดปัญญาเจ้าหน้าที่

กว่าจะนำคุณพระจากเขาดินไปถึงประตูสวนจิตรลดา ซึ่งมองเห็นกันแค่นั้น ก็กินเวลาหลายชั่วโมง ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากถือปลายเชือกที่ผูกไว้กับขาคุณพระทั้งสี่ขา คอยลากคอยดึง และดูเหมือนจะต้องใช้รถแทรกเตอร์เข้าช่วยขนาบข้าง เสี่ยงอันตรายกันมากอยู่ แต่ในที่สุดก็นำคุณพระไปยังประตูพระราชวังได้

พอได้ก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณพระราชวัง คุณพระก็เปลี่ยนไปทันที จากความดุร้ายก็กลายเป็นความสงบเสงี่ยม เดินอย่างเรียบร้อยไปสู่โรงช้างต้น และเข้าอยู่อย่างสงบเรื่อยมา

ปัจจุบัน พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ย้ายไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเคลื่อนย้ายคุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เมื่อวันที่ 17-18 มีนาคม พ.ศ. 2547 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีสมโภชโรงช้างต้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2547

เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 ทรงมีกระแสพระราชดำรัสให้จัดสร้าง คชาภรณ์ หรือเครื่องทรงช้างต้นชุดใหม่ พระราชทานแก่พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เนื่องจากคชาภรณ์ชุดเดิมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ เมื่อ พ.ศ. 2502 มีสภาพเก่า และมีขนาดเล็กเกินไป โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม รับสนองพระบรมราชโองการจัดสร้างเครื่องคชาภรณ์ชุดใหม่ ด้วยงบประมาณ 4 ล้านบาท ใช้ทองคำ 96.5 % หนักกว่า 5,953 กรัม ประกอบด้วย

 
  • ผ้าปกพระพอง ทำด้วยผ้าเยียรบับ
  • ตาข่ายแก้วกุดั่น ทำด้วยทองคำ ร้อยลูกปัดเพชรรัสเซีย จำนวน 810 เม็ด
  • พู่หู จำนวน 1 คู่ ทำจากขนจามรีนำเข้าจากทิเบต
  • พระนาศ หรือผ้าคลุมหลัง ทำจากผ้าเยียรบับ
  • กันชีพ ทำด้วยผ้าสักหลาดปักดิ้น
  • เสมาคชาภรณ์ หรือ จี้ทองทำรูปใบเสมา เขียนลายนูนรูปพระมหามงกุฎครอบอุณาโลม
  • สร้อยเสมาคชาภรณ์ หรือสร้อยคอทองคำ
  • พานหน้า พานหลัง ทำด้วยผ้าถักหุ้มผ้าตาด
  • สำอาง ทำจากโลหะผิวทอง
# การสร้างเครื่องยศคชาภรณ์ช้างต้น #
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ทรงมีกระแสพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้กรมศิลปากรสร้างเครื่องยศคชาภรณ์ช้างต้นชุดใหม่  เพื่อพระราชทานพระเสวตอดุลยเดชพาหนฯ  ในเบื้องต้นอธิบดีกรมศิลปากรได้มอบหมายให้  สำนักช่างสิบหมู่  เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดสร้างเครื่องยศคชาภรณ์ช้างต้นให้เป็นไปตามแบบแผนราชประเพณี  ในการนี้  ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ได้กำหนดให้  กลุ่มประณีตศิลป์และการช่างไทย  เป็นผู้จัดสร้าง  ขั้นตอนดำเนินงานดังนี้
  . สำรวจและรวบรวมข้อมูล  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ
. เขียนแบบ  ออกแบบ  และขยายแบบเท่าจริง
๓. จัดทำต้นแบบขนาดเท่าจริงด้วยวัสดุผสม
 

ภาพตัวอย่างส่วนประกอบคชาภรณ
     เมื่อจัดสร้างเครื่องยศคชาภรณ์ฯ  ต้นแบบเป็นชุดลำลองเสร็จแล้ว  ในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙  อธิบดีกรมศิลปากรได้นำคณะช่างไป ณ โรงช้างต้น  พระราชวังไกลกังวล  จ.ประจวบคีรีขันธ์  เพื่อทดลองแต่งเครื่องคชาภรณ์ชุดลำลอง  เมื่อทดลองแต่งและปรับสัดส่วนได้ตามขนาดร่างกายของพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ  จนดูเหมาะสมงดงามดีแล้ว  ได้วัดขนาดงาทั้ง ๒ ข้าง  เพื่อจัดทำวลัยงาเพิ่มเติม  ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชกระแสรับสั่ง  และก่อนที่คณะทำงานจะเดินทางกลับ  อธิบดีกรมศิลปากรได้มอบผ้าปกกระพองลำลองไว้กับ นายวุฒิ  สุมิตร  รองราชเลขาธิการ  และนายวุฒิได้มอบหางจามรีสีขาว  ซึ่งเอกอัครราชทูตไทย  ประจำประเทศเนปาล  จัดหาส่งมาเพื่อให้กรมศิลปากรใช้ทำพู่หู  และพู่ประดับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์  แทนของเดิมซึ่งชำรุดและเก่ามาก
     ต่อมาเมื่อกรมศิลปากรได้รับทราบจาก นายวุฒิ  สุมิตร  รองราชเลขาธิการว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณทอดพระเนตรและพิจารณาแบบจำลองแล้ว  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้ดำเนินการสร้างได้ตามรูปแบบที่ทำลำลองไว้นั้น  คณะช่างจึงเริ่มต้นดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ มีรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้วัสดุและวิธีการสร้าง  ดังต่อไปนี้

          ผ้าปกกระพอง  ทำด้วยผ้าเยียรบับลายทองพื้นแดง  เย็บเป็นแผ่นรูปทรงคล้ายกลีบบัว  ชายขอบผ้าทำเป็นริ้วลายทองพื้นเขียวอยู่ด้านใน  พื้นแดงอยู่ด้านนอก ๒ ริ้ว  ขลิบริมด้วยดิ้นเลื่อม  ขนาดความกว้างของผ้าตรงรูปฐานกลีบบัว  ยาว ๘๒ ซ.ม.  ความยาวจากฐานกลีบบัวจรดปลายปลายแหลมของกลีบบัวยาว ๕๕ ซ.ม.  ส่วนฐานของกลีบบัวเชื่อมต่อกับตาข่ายแก้วกุดั่น

          ตาข่ายแก้วกุดั่นหรืออุบะแก้วกุดั่น  ทำด้วยลูกปักแก้ว (เพชรรัสเซีย) เจียระไน  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๒ ม.ม. จำนวน ๘๑๐ เม็ด เจาะรูตรงกลาง  ร้อยด้วยสายทองคำถัก  แบบที่เรียกว่า  สร้อยหกเสา  เริ่มต้นทำเป็นตาข่ายโดยการร้อยลูกปัดแก้ว จำนวน ๙ ลูก  แล้วผูกเป็นจุดเชื่อมตาข่าย  ร้อยลูกปัดแก้วอีก ๙ ลูกผูกติดกับฐานกลีบบัวผ้าปกกระพองเป็นช่วง ๆ รวม ๙ ช่วงเรียงไปตลอดความยาวของฐานกลีบบัว  แถวที่ ๒ เริ่มต้นจากกึ่งกลางของช่วงแรกซึ่งเป็นจุดเชื่อมร้อยลูกปัด ๙ ลูก แล้วผูกไว้ทำต่อไปเช่นนี้ให้เป็นตาข่ายรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว  หรือที่เรียกกันว่า  อุบะหน้าช้าง  มีความยาวด้านละ ๑๐๐ ซ.ม. เท่ากันทั้งสองด้าน  ระยะจากปลายยอดสามเหลี่ยมถึงฐานกลีบบัว  กว้าง ๘๗ ซ.ม.  จุดที่สายทองคำถักร้อยลูกปัดแก้วประสานตัดกันเป็นตาข่าย  ทุกจุดประดับด้วยดอกลายประจำยามทองคำประดับพลอยสีเขียว  สีแดง  และสีขาว  ขนาดกว้างด้านละ ๕ ซ.ม.  ห้อยด้วยพวงอุบะทองคำประดับพลอยสีแดง  และสีขาว  ยาว ๑๐ ซ.ม. มีจำนวนรวม ๔๗ จุด  และยังได้เพิ่มอุบะที่ตาข่ายแก้วเจียระไนตรงจุดที่ต่อกับผ้าปกกระพองอีก ๒ แถว
          พู่หู ทำด้วยขนหางจามรีสีขาวบริสุทธิ์  เป็นเครื่องประดับทรงพู่ใช้ห้อยจากผ้าปกกระพอง  ลงมาอยู่ส่วนหน้าของใบหูทั้งสองข้าง  ในการประกอบเป็นตัวพู่  หรือลูกพู่  เบื้องต้นต้องทำแกนด้วยผ้าขาวเป็นรูปดอกบัวตูม  มีเชือกหุ้มผ้าตาดทองต่อจากขั้วแกน  เพื่อใช้ผูกกับผ้าปกกระพอง  ต่อจากนั้นเย็บขนจามรีประกอบเข้ากับแกนที่เตรียมไว้  จำนวน ๒ พู่  พู่หรือลูกพู่นี้เมื่อเย็บขนจามรี เสร็จแล้วจะมีรูปทรงคล้ายดอกบัว  มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ส่วนที่กว้างที่สุด ๒๖ ซ.ม.
          ผ้าคลุมพู่  ทำด้วยผ้าเยียรบับรูปดาวหกแฉก ใช้คลุมบนขั้วพู่จามรี  โดยเจาะรูตรงกลางเพื่อใช้เป็นที่ร้อยเชือก  ขอบผ้าริมนอกขลิบด้วยผ้าตาดทอง  ริมในขลิบด้วยผ้าสีแดง
          จงกลพู่  เป็นส่วนที่ใช้ครอบบนขั้วพู่ทับอยู่บนผ้าคลุมพู่  ทำด้วยทองคำบุดุนลงยาสีเขียว  และสีแดง  ทำเป็นลายดอกบัวคว่ำ  ปลายกลีบดอกบานออกเล็กน้อย  ลักษณะรูปทรงคล้ายกรวย  ตัวจงกลพู่ยาว ๑๒ ซ.ม. ปากจงกลพู่เส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง ๘.๐๒ ซ.ม.  โคนจงกลพู่เจาะรูเป็นที่ร้อยเชือกจากขั้วพู่  เส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง ๑.๐๘ ซ.ม.  ความยาวของพู่หูจากปลายจงกลถึงปลายแหลมของตัวพู่ประมาณ ๕๒ ซ.ม.  เส้นรอบวงของพู่ประมาณ ๗๖ ซ.ม.

เสมาคชาภรณ์ สร้อยคอ และวลัยงา
          เสมาคชาภรณ์  เป็นจี้หรือเครื่องประดับรูปใบเสมาสำหรับร้อยสายสร้อยผูกคอ  ขนาดกว้าง ๑๑.๐๕ ซ.ม. ยาว ๑๔.๐๕ ซ.ม.  ทำด้วยทองคำลงยา  ด้านหน้าบุดุนเป็นรูปพระราชลัญจกร  พระมหามงกุฎอุณาโลม  ยอดพระมหามงกุฎเปล่งรัศมี  ด้านข้างพระมหามงกุฎกระนาบด้วยลายช่อดอกลอยใบเทศ  มีลายประดับรับส่วนล่าง  กรอบใบเสมาบุดุนเป็นลายรูปพญานาค ๒ ตัว ใช้หางเกี้ยวกัน  ส่วนบนของใบเสมาตีปลอก บุ ดุนลายลวดลายลงยา  มีลูกปัดทองทรงกลมกลวงสำหรับสอดร้อยด้วยสายสร้อยทองคำ  ลูกปัดทั้งสองมีขนาดกว้าง ๒ ซ.ม. ยาว ๒ ซ.ม.
          สร้อยคอ  หรือสายสร้อยผูกคอทำด้วยทองคำ  เป็นรูปห่วงเกลียวมีเส้นผ่าศูนย์กลาง  สายเกลียวประมาณ ๑.๑ ซ.ม.  ความยาวของสายสร้อย ๒๘๕ ซ.ม.
          ตาบ หรือ ตาบทิศ  เป็นเครื่องประดับติดอยู่กับพานหน้า และพานหลัง  ทำด้วยทองคำบุดุนฉลุลายดอกประจำยามประดับพลอยสีเขียว  สีแดง  และสีขาว  รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  กว้างยาวด้านละ ๗ ซ.ม.  สำหรับประดับพานหน้า  ส่วนที่อยู่ใกล้กับไหล่ ๒ ข้าง และประดับพานหลัง  ส่วนที่อยู่ใกล้ตะโพก ๒ ด้าน  รวม ๔ ดอก
          วลัยงา หรือ สนับงา  เป็นเครื่องประดับงา  ใช้สวมงาทั้ง ๒ ข้าง ๆ ละ ๓ วง  รวม ๖ วง  ทำด้วยทองคำบุดุนประดับพลอยสีเขียว  สีแดง  และสีขาว
          สำอาง  เป็นห่วงคล้องอยู่ส่วนท้ายช้างใต้โคนหาง  เพื่อยึดกับพานหลัง  ทำด้วยทองเหลืองชุบทอง มีลายประดับทำด้วยวิธีพิมพ์แกะลายบริเวณที่เป็นรูปขอ  ก่อนนำไปหล่อ  ขนาดสำอาง กว้าง ๓๓ ซ.ม.  ยาว ๓๖ ซ.ม.
          ทามคอ  พานหน้า  พานหลัง  โยงพานหลัง  และสายรัดประคน  ทำด้วยผ้าถักแบบสายพานหุ้มด้วยผ้าตาดทอง  มีห่วงโลหะชุบทองเป็นตัวเกี่ยวประสานผูกด้วยเชือกหุ้มผ้าตาดทองทุกเส้น

พนาศ
          พนาศ  เป็นผ้าคลุมหลังช้าง  รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ทำด้วยผ้าเยียรบับ  ท้องผ้า  เป็นลายทองพื้นเหลือง  ตามสีประจำวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ล้อมด้วยผ้าตาดทองพื้นแดงด้านหลังผ้าเยียรบับต้องใช้ผ้าซับกาวรีดทับเพื่อไม่ให้ริมผ้าหลุด  ชายขอบผ้าชั้นนอกทั้ง ๔ ด้านขลิบด้วยดิ้นทอง ๒ ชั้น  และปิดทับรอยต่อของผ้าตาดเป็นขอบชั้นในส่วนชายผ้า ๒ ด้านที่ห้อยลงมาอยู่ข้างท้องช้างนั้น  ตรงกลางท้องผ้าติดคันชีพ  ทำเป็นกระเป๋าผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม  ขนาดกว้าง ๒๙ ซ.ม.  ยาว ๓๖  ซ.ม.  ขลิบริมด้วยดิ้นทองทั้ง ๔ ด้าน  ตรงกลางปักลายพระราชลัญจกรพระมหามงกุฎอุณาโลมด้วยไหมเหลือง  ที่คันชีพทั้ง ๒ ข้าง  ติดเม็ดดุมทำด้วยแก้วเจียระไนสายคล้องดุมทำด้วยทองคำ  ขอบชายผ้าต่อจากคันชีพลงไปมีผ้าระบายซ้อน ๓ ชั้น  แต่ละชั้นขลิบด้วยดิ้นทองตกแต่งด้วยตุ้งติ้งประกอบชายผ้าทั้ง ๓ ชั้น
        เครื่องยศคชาภรณ์ช้างต้นชุดใหม่ที่สร้างเสร็จนี้  มีส่วนที่ทำด้วยทองคำน้ำหนักรวม  ๕,๙๙๓.๒๗ กรัม  หรือประมาณ  ๖  กิโลกรัม

พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ
     เมื่อคณะช่างดำเนินการสร้างเครื่องยศคชาภรณ์ช้างต้น  สำหรับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ตามแบบเรียบร้อยแล้ว  วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ อธิบดีกรมศิลปากรได้นำคณะทำงาน  พร้อมด้วยเครื่องยศคชาภรณ์ฯ ชุดใหม่ไป ณ โรงช้างต้น  พระราชวังไกลกังวล  เพื่อทดลองแต่งให้พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ  พร้อมทั้งตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นรายชิ้นให้ครบถ้วน  จนกล่าวได้ว่าเป็นเครื่องยศคชาภรณ์ช้างต้นที่งดงาม  แต่งได้เหมาะสมกับร่างกายที่สมบูรณ์ใหญ่โตของพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ  ตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกประการ
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี และ http://www.oknation.net/blog/phaen/2007/08/06/entry-1
หน้านี้ถูกเปิดอ่านไปแล้ว 278  ครั้ง